รวยได้ต้องเก่ง เก่งได้ต้องฝึก

วันนี้ครับ ผมจะตัดทลายปาล์มไปขาย ต้องการจ้างแรงงาน 2 คน

ที่บ้านผมมีคนงาน 2 คนที่เลื่องชื่อมากเรื่องการแทงปาล์ม ชื่อ A กับ B

ทั้งสองคนเชี่ยวชาญมาก แทงปาล์มแม่น ต้นไม่ช้ำ จิ้มร่วงจิ้มร่วง ทำงานไว อัตราการต่อวันสามารถแทงปาล์มได้มาก ขยันรู้งาน แถมเคลียร์พื้นที่เรียบร้อย กริ๊บ!!

ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ตลาดพ่อค้าปาล์มในพื้นที่มีจำนวนมาก ต่างคนต่างก็ต้องการตัว 2 คนนี้มาทำงานกับเขาด้วย ต่างคนต่างเสนอเงินเดือนที่สูงจนขนาดว่า เงินเดือนราชการชำนาญการยังน้อยกว่า

รายได้ 2 คนนี้ ได้จากการประมูลราคาของพ่อค้านะ นายจ้างต้องแข่งขันเพื่อให้ได้ตัวเขากันยกใหญ่

แม้ 2 คนนี้จะไม่จบ ม. 3 ด้วยซ้ำ แต่เขาไม่เคยเดือดร้อนเข้าร่วมกลุ่มแรงงานเพื่อเรียกร้องขอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเลย เพราะรายได้ที่เขามีมันมากกว่ามากๆเลย

เขาแทบไม่ต้องง้อใคร เพราะมีนายจ้างต่อคิวขอจ้างคนทั้งสองนี้เป็นทิวแถว เทคนิคที่เขามี ยากที่จะทำให้เขาตกงานแทงปาล์ม

 

m-head-350

จากเรื่องที่ผมเล่ามานี้ ทำให้ผมเข้าใจเรื่องหนึ่งว่า

ไม่ว่าจะทำงานอะไร ไม่ว่าอาชีพแบบไหน

ทุกๆ อาชีพมีทั้งคนที่ทำแล้วรวยเป็นเศรษฐี และมีทั้งไส้แห้ง ทั้งนั้น

สิ่งหนึ่งที่ทำให้แตกต่างกันคือ ทักษะความสามารถที่แตกต่างกัน ทักษะเราถึงขั้นคนสำเร็จในสายงานนั้นๆหรือเปล่าหละ??

โลกใบนี้ไม่มีหรอกครับรายได้น้อยเกิน มีแต่ความสามารถน้อยเกินเท่านั้นเอง

รายได้แพงๆ มันหาได้ง่ายมาก สำหรับคนที่มีเจนจัดในเรื่องที่ทำครับ

สิ่งนี้เองที่แรงงานไร้คุณภาพไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่ พร่ำร้องเอาค่าจ้างขั้นต่ำให้สูงกว่าเดิม แต่ไม่ค่อยให้ความสำคัญว่า ความสามารถเราตอนนี้อยู่ขั้นไหนแล้ว

บางรายความสามารถยังไม่สมกับราคาขั้นต่ำเลยด้วยซ้ำ สุดท้ายนายจ้างก็เห็นว่า ไม่คุ้มจะจ้างแล้ว ถูกยื่นซองขาวเชิญออกสิครับ กรณีเป็นผู้ประกอบการ ถ้าค่าตัวฝีมือไม่ถึงขั้น ลูกค้าก็หายหมด

นายจ้างก็คือลูกค้า ถ้าลูกค้าปลื้มในฝีมือ แม้จะต้องจ่ายแพงกว่า เขาก็ยอมจ่าย แต่ถ้าลูกค้าไม่ปลื้มในผลงาน แม้จะถูกกว่าเขาก็ไม่อุดหนุนอีกต่อไป

“แพงไม่เกี่ยง ข้อให้ผลงานออกมาแล้วคุ้มราคา จะแพงแค่ไหนก็ยอมสู้”

โลกนี้มันยุติธรรมเสมอครับ ทุกสิ่งอยู่บนหักของการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม เราอยากได้อะไร เราต้องเอาอีกสิ่งหนึ่งที่เท่าเทียมกันไปแลกเสมอ

หากเข้าใจหลักการนี้อย่างถ่องแท้ ก็จะพบว่า การเพิ่มค่าตัวของเราด้วยการเพิ่มทักษะนั้น สำคัญกว่าการเรียกร้องขึ้นค่าแรงอย่างแน่นอน

แต่ถ้าเราคิดว่า “ฉันถูกนายจ้างคนนี้เอาเปรียบ ทักษะของฉัน ต้องได้รายได้มากกว่านี้ เขาให้เพดานน้อยเกินไป”

แล้วจะรออะไรหละครับ ลาออกสิ ถ้าเราเก่งมีความสามารถตลาดต้องการสูง มีนายจ้างอีกมากมายรอจะซื้อตัวคนเก่งๆเจ๋งๆ ไปร่วมงานอยู่เสมอ กระถางใบเดิมอาจจะเล็กไปสำหรับเราแล้ว ลองขยับขยายดู ขอบคุณที่ทำงานเดิม แล้วเดินมาสู่งานใหม่ซะ ตลาดยังขาดแคลนคนเชี่ยวชาญอยู่มาก

แต่ความเป็นจริงแล้ว น้อยคนเลยหละที่จะทำอย่างที่ผมว่าไป ส่วนมากแค่บ่น พอให้ออกจริงๆ เหมือนจะลังเลหน่อยๆว่า “เออ!! ฉันเจ๋งจริงหรือเปล่าเนี่ย” สุดท้ายก็ทนทำงานอยู่ที่เดิมต่อไป

สุดท้ายนี้ สิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ นั่นคือ ไม่ว่าจะทำงานอาชีพอะไร มันมีทั้งคนสำเร็จและไส้แห้งกันทั้งนั้น อยู่ที่เราเจนจัดในเรื่องนั้นขนาดไหน รักและตั้งใจพัฒนาต่อยอดขนาดไหน

เรื่องนี้มันคือทักษะครับ คือ จะต้องฝึกเท่านั้นถึงจะเก่ง ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิด ต้องหมั่นฝึกเท่านั้น

เมื่อเรากลายเป็นคนที่เจนจัดในเรื่องนั้นๆ แล้ว ไม่ต้องกลัวเลยว่าจะตกงาน งานดีๆ เงินๆ จะวิ่งมาให้เราเลือกเป็นภูเขาเหล่ากายิ่งกว่าสวยหล่อเลือกได้เลยหละ

มีคนพร้อมจ้างแพงๆ ตามค่าตัวของเราแน่นอน

“รายได้ขั้นต่ำ มีไว้จ้างคนทั่วไป ในงานทั่วไป เพื่อให้เขายังคงทำงานนั้นต่อไป

ส่วนรายได้ขั้นสูง มีไว้จ้างคนมีความสามารถ เพื่อไม่ให้เขาจากไปทำงานที่อื่น”

เชื่อผมสิ เราจะหาเงินเก่งขึ้นมากกว่านี้ เมื่อรู้จักลงทุนพัฒนาตัวเอง แล้ววันแรงงานทุกๆปี เราจะไม่จำเป็นต้องเหนื่อยไปร้องเร่ขอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีกต่อไปครับ

คนเก่ง ไม่ใช่โชคช่วย แต่คือคนกาก ที่รู้จักพัฒนาจนเชี่ยวชาญ