เวลา กับเงิน แบ่งคนได้ 4 ประเภท เราเป็นประเภทไหนหละ??

สำหรับในบทความนี้ผมจะขอจับความสัมพันธ์ระหว่าง เงิน กับ เวลา มาไขว้กับดูเพื่อจะชี้แยกประเภทของคนในปัจจุบัน และขอละเรื่องสุขภาพไว้ก่อนนะครับ

จากที่ผมได้ไขว้ความสัมพันธ์ระหว่าง เงิน กับ เวลา แล้ว ผมก็พบว่า ความสัมพันธ์นี้สามารถแบ่งแยกคนได้ 4 ประเภท

เดี๋ยวมาลองดูสิว่า เราอยู่ประเภทไหนกัน จะได้ปรับแก้และพัฒนาไปในทิศทางที่ถูก เพื่อกลายเป็นคนประเภทที่ตอบโจทย์ชีวิตเรามากที่สุด

1309440146

คนประเภทที่ 1 คือ คนที่ “มีเงิน แต่ไม่มีเวลา”

คนประเภทนี้ ผมยอมรับเลยว่าเขาเป็นคนเก่งแบบเชี่ยวชาญในสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ เขาจึงมีความสามารถในการหาเงินได้พอใช้ตามที่ใจต้องการ แต่มีข้อเสียอย่างหนึ่งคือ งานยุ่งมาก จนไม่มีเวลา แสดงว่า เขาขาดการบริหารจัดการเวลา หรือไม่ก็ไม่มีคนช่วย ไม่มีระบบคอยช่วยทำงานแทนเพื่อแบ่งเบา เขาเลยต้องวิ่งวุ่นทำอยู่คนเดียว

น่าเสียดายนะที่เรามีเงินเยอะแยะเลย แต่แทบไม่มีเวลาได้ใช้เงิน หรือมีเงินส่งให้ครอบครัวมากจนพอมีพอกิน แต่แทบไม่มีเวลาได้ทานข้าวกับครอบครัวเลย เงินอาจซื้อคุณภาพชีวิตที่ดีได้ แต่ก็ซื้อความอบอุ่นในครอบครัวไม่ได้จริงไหมครับ

จริงอยู่ครับว่าเงินนั้นสำคัญ แต่เวลานั้นสำคัญกว่า เพราะเวลาคือชีวิต มีเวลาหาเงินได้ แต่มีเงินมากมายแค่ไหนก็ซื้อเวลาไม่ได้

หากเราเป็นคนประเภทนี้ ผมขอแนะนำว่า เราหนะเก่งในสิ่งที่ทำอยู่แล้ว แต่สิ่งที่จะต้องเพิ่มเข้ามาคือความรู้การบริหารเวลา และเปิดใจไว้ใจให้คนอื่นที่ไว้ใจได้มาช่วยงาน หรือไม่ก็สร้างระบบมาทำงานแทน เราจะได้ไม่ต้องวิ่งวุ่นด้วยตนเอง ทำแต่สิ่งสำคัญๆ โฟกัสในส่วนสำคัญและภาพรวม ส่วนรายละเอียดให้คนอื่นหรือระบบช่วยทำแทน

1309440102

คนประเภทที่ 2 คือ “มีเวลา แต่ไม่มีเงิน”

คนประเภทนี้ ผมคิดว่า ไม่เป็น คนตกงาน ก็เป็น คนที่ความสามารถน้อยไปหน่อย ก็เลยไม่รู้จะเอาเวลาที่มีนี้ไปทำอะไรให้งอกเงยเป็นเงินดี

คิดจะทำนั่นก็ไม่มีความรู้ คิดจะทำนี่ก็ทำไม่เป็น สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ

จริงอยู่ว่ามีเวลามันก็ดีหละ แต่ถ้าไม่มีเงิน ชีวิตก็ไม่ไม่รอดเหมือนกันนะ ตราบใดที่ข้าวไม่สามารถซื้อด้วยใบไม้ได้ เงินก็สำคัญนะ ถ้าเรามาเงินมากพอแล้วสิถึงจะบอกได้ว่า เวลาสำคัญกว่า 2 ส่วนนี้ต้องสมดุลกัน

ทางแก้ก็คือ เราต้องพยายามอัพเดตตัวเอง เติมความสามารถให้ตัวเอง รู้จักลงทุนให้ตัวเอง ที่เราไม่โตไม่ใช่ว่าไม่มีเงิน เราไม่มีไอเดียต่างหาก

อาจมีคนแย้งมาว่า “ฉันไม่มีเงินอยู่แล้ว จะไปลงทุนเพิ่มความรู้ให้ตัวเองได้ยังไง” ผมก็ตอบเลยว่า ถ้าลงทุน เราจะรู้มากขึ้น เก่งมากขึ้น มีความสามารถมากขึ้น ถ้าไม่ลงทุน ทุกอย่างจะเหมือนเดิมเราจะหลุดพ้นสถานะแบบนี้ไม่ได้เลย นายจ้างเขาพร้อมจะจ่ายค่าตอบแทนเยอะๆอยู่แล้ว ถ้าความสามารถเรามากพอ

มีคนเคยบอกว่า “ค่าตอบแทนขั้นต่ำสุด มีไว้จ่ายให้คนที่มีความสามารถทั่วไปเพื่อให้เขายังทำงานนั้นต่อไป แต่ค่าตอบแทนขั้นสูงที่สุด มีไว้จ่ายให้คนที่มีความสามารถเชี่ยวชาญเพื่อยื้อไม่ให้เขาย้ายไปทำที่อื่น”

จากประโยคนี้ทำให้ผมรู้ชัดเลยว่า โลกนี้ไม่มีคนรายได้น้อย มีแต่ความสามารถเราน้อยเท่านั้นเอง ค่าตอบแทนแพงๆ มีอยู่เพียบ แต่สิ่งที่หายากคือคนที่เชี่ยวชาญจริง ดังนั้นการลงทุนพัฒนาตัวเองจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดแล้ว ลงทุนในที่นี้ไม่ต้องลงเงินก็ได้ ลงทุนเวลาก็ได้ แบ่งเวลามาพัฒนาความรู้ผ่านอินเตอร์เน็ตดูสิ ของฟรีมีให้เรียนรู้อยู่เพียบเลย ดีกว่านั่งฆ่าเวลาด้วยการดูละคร แซะข่าวฉาวดารา หรืออะไรก็ไม่รู้ที่ไม่ได้มีประโยชน์ต่อชีวิตเลย (เข้าใจว่าสุขทางใจ แต่ถ้าสุขทางใจซะมากไประวังสุขทางกายในอนาคตจะลดลงนะ)

เมื่อเอาเวลาไปเพิ่มความสามารถแล้ว เราจะมีไอเดีย เจ้าไอเดียนี่แหละจะทำให้เราเห็นช่องทางหาเงินเก่งขึ้น เงินไม่มี ไม่เป็นไร ขอให้มีไอเดียเถอะเดี๋ยวทางและเงินทุนมันจะมาเอง

9224175_orig

คนประเภทที่ 3 คนประเภทนี้เรียกได้ว่า “เศรษฐีตัวจริง” คือ “มีเงิน และมีเวลา”

คำว่า “มีเงิน เป็นเศรษฐีตัวจริง” ในที่นี้ ผมไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องมีเงินทองมหาศาล พันล้านหมื่นล้านอะไรขนาดนั้น

มีเงินในที่นี้ แค่มีมากพอ พอที่เราสามารถใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการได้ มากพอที่เราไม่จำเป็นต้องเอาแรง เวลา ไปแลกเงินมาตลอด เราสามารถจัดสรรเวลาเองได้ว่า เวลาไหน จะทำอะไร ตามใจเลย อิสระเลย

ข้อแนะนำนะครับ หากเราเป็นคนประเภทนี้ วิชาหนึ่งที่เราจำเป็นต้องรู้จิงอย่างถ่องแท้นั่นคือ วิชาบริหารเงิน และวิชารายได้แบบ Passive Income

มีเงินแบบไร้กังวล และมีเวลาที่บริหารเองได้ นี่แหละครับ คนประเภทที่ 3

3383183

คนประเภทที่ 4 เป็นประเภทที่พบเห็นเยอะมาก เราเองอาจจะอยู่ในประเภทนี้แต่เข้าใจว่าเป็นคนประเภทที่ 1 ก็ได้นะ นั่นคือ “ไม่มีเงิน และไม่มีเวลา”

“มีความประเภทนี้อยู่จริงๆ หรอ” มีสิครับ เยอะด้วย

คนประเภทนี้จะมีลักษณะคือ ง่วนทำงานตลอด แต่แทบจะไม่มีเงินเก็บเลย หรือมีก็น้อยมากๆ หลักหมื่นไม่เกิน หลักแสนนี่น้อยคนเลยหละ

ใช้เวลาทำงาน จนไม่มีเวลาทำอะไรเลย แต่เงินเก็บไม่มี มีแค่เดือนชนเดือนก็เก่งแล้ว

จนมีบทสนทนาตลกร้ายที่ว่า

แม่: กลับมาบ้านบ้างสิลูก แม่คิดถึง

ลูก: ไม่มีเวลาเลยแม่ ต้องทำงาน งานยุ่งๆ

แม่: งั้นก็ส่งเงินมาให้แม่ใช้บ้างสิลูก

ลูก: เงินก็ไม่มีแม่…!!!

ผมเชื่อว่า โมเม้นแบบนี้ มีหลายคนเลยที่กำลังเผชิญอยู่ ถ้าเรากำลังเป็นแบบนี้ แสดงว่า เราเป็นคนประเภทนี้แหละครับ “ไม่มีเงิน และ ไม่มีเวลา”

ที่เราเป็นแบบนี้ เพราะเรากำลังทำงานที่ให้ผลตอบแทนน้อยเกินไป ใช้เวลามากเกินไปในการหาเงินมูลค่าน้อยเกินไป สถานะการเงินแค่พอใช้ อาจจะยังไม่วิกฤตในปัจจุบัน แต่เหมือนเดินอยู่บนเส้นด้ายอย่าให้มีรายจ่ายเพิ่มขึ้นมานะ แค่นิดเดียวก็วิกฤตเลยเพราะเราแทบไม่มีเงินสำรอง เอาแต่รถยนต์ยางฉีกต้องเปลี่ยนแค่นี้ก็ทำให้เราจนแล้ว ไม่ต้องถึงกับคนรักป่วยฉับพลันจำเป็นต้องใช้เงินรักษาด่วนหรอกครับ คนประเภทนี้ถ้าบ้านมีตังค์ก็คงใช้วิธีขอเงินพ่อแม่มาใช้ก่อน ทั้งๆที่โตแล้วนะเนี่ย เงินไม่ได้ส่งให้พ่อแม่ มีแต่ขอเงินเพิ่มในยามจำเป็น

หากเรายังเป็นคนประเภทนี้อยู่ต่อไป ผมจะขอทำนายว่า เราจะเป็นว่าที่คนที่จะเกิดวิกฤตในอนาคตแน่นอนไม่ช้าก็เร็ว เพราะการเงินตึงซะเกือบขาดแล้ว อีกนิดก็ขาดผึง แถมเงินสำรองก็ไม่มี ถ้าเกิดวิกฤตขึ้นมา ยากที่จะไม่ล้ม แล้วล้มเจ็บด้วยหนะสิ ผมหละแอบเป็นห่วงไม่ได้จริงๆ

ข้อแนะนำนะครับ เราควรต้องพิจารณาแล้วหละ ว่างานนั้นมันใช่สำหรับเราหรือเปล่า บางทีอาจจะต้องเปลี่ยนงาน หรือไม่ก็อัพเดตตัวเองเพื่อความรู้ทักษะความสามารถ เพิ่มค่าตัวของเรา จะได้เลื่อนตำแหน่ง ให้ใช้เวลาน้อยลงในการหารายได้ที่เท่าเดิม

ผมว่าเราต้องเปลี่ยนหละ เพราะมันต้องมีอะไรที่ไม่ถูกต้องแล้วหละที่ทำงานเยอะแต่ไม่มีเงิน

 

สุดท้ายนี้

ผมจะบอกว่า เงินนั้นสำคัญ แต่เวลาก็สำคัญกว่า เวลาสร้างเงินเพิ่มได้ แต่เงินสร้างเวลาเพิ่มไม่ได้ เพราะฉะนั้นเวลาเป็นสิ่งสำคัญนะ เพราะมันคือชีวิตของเรา หมดเวลา คือ ตาย อีกอย่างการที่เรามีเวลา จะทำให้เรามีโอกาสนั่งคิดหาไอเดีย พูดคุยกับตัวเอง พินิจพิจารณาเรื่องราวปัจจุบัน สร้างไอเดียในอนาคตได้ เจ้าไอเดียนี่แหละคือตัวทำเงินที่ดีเลยหละ หลังอ่านบทความนี้จบแล้วลองหาเวลานั่งคุยกับตัวเอง หาไอเดียชีวิตดู และเราจะเห็นช่องทางที่ตอบโจทย์ชีวิตและความฝันที่สุด เราจะเป็นคนประเภทไหน ลองพัฒนาตัวเองให้ไปสู่จุดนั้นสิ แล้วเราจะสนุกกับการใช้ชีวิตในแบบฉบับของเราเอง